Oops! It appears that you have disabled your Javascript. In order for you to see this page as it is meant to appear, we ask that you please re-enable your Javascript!

กฎทางหมายธุรกิจ

นิติกรรม หมายถึง การใด ๆ อันทำลงโดยชอบด้วยกฎหมายและด้วยใจสมัคร มุ่งโดยตรงต่อการผูกนิติ สัมพันธ์ขึ้นระหว่างบุคคลเพื่อก่อ เปลี่ยนแปลง โอน สงวน หรือระงับซึ่งสิทธิ จากคำนิยามของนิติกรรมดังกล่าวข้างต้น ลักษณะสำคัญของนิติกรรม มีดังนี้

  1. ต้องมีการกระทำที่แสดงออกถึงความประสงค์ในใจของผู้กระทำ ซึ่งอาจจะเป็นการแสดงเจตนาโดยชัดแจ้ง ได้แก่ การแสดงเจตนาด้วยวาจา ลายลักษณ์อักษร หรือการแสดง อาการกริยาอย่างใดอย่างหนึ่ง หรือการแสดงเจตนาโดยปริยาย ซึ่งหมายถึงการแสดงออกโดยไม่ชัดแจ้งโดยตรงแต่โดยพฤติการณ์ สามารถคาดหมายได้ว่า บุคคลนั้นต้องการให้เกิดความผูกพันตามกฎหมาย
  2. ต้องเป็นการกระทำที่ชอบด้วยกฎหมาย คือ วิธีการหรือการแสดงเจตนาต้องไม่ขัดต่อบทบัญญัติหรือ ข้อห้ามของกฎหมาย การกระทำที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ได้แก่ การกระทำที่มีวัตถุประสงค์ต้องห้ามชัดแจ้งโดย กฎหมาย เป็นการพ้นวิสัย หรือขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน
  3. การแสดงเจตนานั้นต้องเกิดจากความเต็มใจและความสมัครใจของผู้แสดงเจตนา หมายความว่า การแสดงเจตนานั้นต้องไม่ได้เกิดขึ้นจากการถูกหลอกลวง ถูกข่มขู่ ถูกฉ้อฉล หรือเป็นการแสดงเจตนาเพราะ ความสำคัญผิด
  4. ผู้แสดงเจตนาต้องมุ่งโดยตรงที่จะก่อให้เกิดความผูกพันซึ่งมีผลบังคับได้ตามกฎหมาย
  5. ผลของการทำนิติกรรมต้องทำให้เกิดการเคลื่อนไหวแห่งสิทธิ 5 ประการ คือ ติวกฎหมาย
    -การก่อสิทธิ หมายถึง การก่อให้เกิดสิทธิระหว่างคู่กรณีจากการแสดงเจตนานั้น เช่นสิทธิของผู้ซื้อ และผู้ขายจากการแสดงเจตนาทำสัญญาซื้อขาย เป็นต้น
    – การเปลี่ยนแปลงสิทธิ หมายถึง เกิดการเปลี่ยนแปลงในสิทธิที่มีอยู่แล้ว เช่น การแสดงเจตนา ชำระหนี้เงินกู้โดยใช้สิ่งของช าระแทนเงิน และผู้ให้กู้ก็ยินยอมรับชำระสิ่งของนั้นแทนเงิน เป็นต้น
    – การโอนสิทธิ หมายถึง การโอนสิทธิเรียกร้อง เช่น นายขาวแสดงเจตนาโอนสิทธิที่ตนเป็นเจ้าหนี้ ของนายดำ ไปให้นายแดง มีผลให้นายแดงเป็นเจ้าหนี้นายดำแทนนายขาว เป็นต้น
    -สงวนสิทธิ หมายถึง การรักษาสิทธิที่กำลังจะสิ้นไปให้คงอยู่ต่อไป เช่น การทำหนังสือรับสภาพหนี้ เป็นต้น
    -ระงับสิทธิ หมายถึง การทำให้สิทธิที่มีอยู่หมดสิ้นไป เช่น การบอกเลิกสัญญา การปลดหนี้ให้แก่ ลูกหนี้ เป็นต้น

97dfajjaehgdcfa6jkgki

สัญญา หมายถึง นิติกรรมที่เกิดขึ้นจากการแสดงเจตนาตกลงกันระหว่างบุคคลตั้งแต่สองฝ่ายขึ้นไป โดยฝ่ายหนึ่งแสดงเจตนาที่เรียกว่า “คำเสนอ” ไปยังอีกฝ่ายหนึ่ง และหากฝ่ายที่ได้รับคำเสนอเห็นชอบด้วย และได้แสดงเจตนาตอบรับซึ่งเรียกว่า “คำสนอง” มายังผู้ทำคำเสนอ เมื่อคำเสนอและคำสนองถูกต้องตรงกัน สัญญาก็เกิดขึ้นและมีผลผูกพันคู่สัญญา สัญญาประกอบด้วยสาระสำคัญ ดังนี้

  1. สัญญาต้องมีบุคคลที่เป็นคู่สัญญาตั้งแต่สองฝ่ายขึ้นไป คือ ฝ่ายที่เป็นผู้ลงมือทำสัญญากับบุคคลที่ต้อง รับผลของสัญญา โดยบุคคลที่เป็นคู่สัญญานั้นอาจเป็นบุคคลธรรมดาหรือนิติบุคคลก็ได้ ถ้าเป็นบุคคลธรรมดา ต้องมีความสามารถในการใช้สิทธิตามกฎหมายในขณะทำสัญญา ในกรณีคู่สัญญาที่เป็นนิติบุคคลต้องทำ สัญญาโดยผู้แทนของนิติบุคคลที่มีอำนาจกระทำตามกฎหมาย และอยู่ภายในกรอบวัตถุประสงค์ที่กำหนดไว้ใน ตราสารจัดตั้งนิติบุคคลนั้นๆ
  2. ต้องมีการแสดงเจตนาโดยทำเป็นคำเสนอและคำสนอง กล่าวคือ เมื่อมีการแสดงเจตนาของบุคคล ตั้งแต่สองฝ่ายขึ้นไป และคำเสนอกับคำสนองถูกต้องตรงกันจึงจะเกิดเป็นสัญญา ในกรณีกลับกันหากฝ่ายที่ทำ คำสนองไม่ถูกต้องตรงกันกับคำเสนอ ย่อมไม่เกิดสัญญาขึ้น
  3. ต้องมีวัตถุประสงค์ของสัญญา
    – วัตถุประสงค์ หมายถึง เป้าหมายหรือประโยชน์สุดท้ายที่ได้จากการทำสัญญา ติวกฎหมาย
    – วัตถุประสงค์อาจจะอยู่ในรูปของทรัพย์สินเงินทอง เช่น สัญญาซื้อขาย เป็นต้น หรืออาจจะไม่มีตัวตน ก็ได้ เช่น สัญญาจ้างแรงงาน เป็นต้น
    – วัตถุประสงค์นั้นต้องไม่ขัดต่อกฎหมาย ไม่เป็นการพ้นวิสัย ไม่ขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรม อันดีของประชาชน

สัญญาซื้อขาย คือ สัญญาที่บุคคลฝ่ายหนึ่งเรียกว่าผู้ขาย โอนกรรมสิทธิ์แห่งทรัพย์สินให้บุคคลอีกฝ่ายหนึ่ง เรียกว่าผู้ซื้อ และผู้ซื้อ ตกลงว่าจะใช้ราคาทรัพย์สินนั้นให้แก่ผู้ขาย ลักษณะสำคัญของสัญญาซื้อขาย

  1. เป็นสัญญาต่างตอบแทน หมายความว่า ผู้ซื้อและผู้ขายต่างมีหน้าที่ที่ต้องปฏิบัติต่อกัน คือ ผู้ขายมีหน้าที่ส่ง มอบทรัพย์สินให้แก่ผู้ซื้อโดยได้รับช าระราคาจากผู้ซื้อเป็นการตอบแทน และผู้ซื้อมีหน้าที่ช าระราคาให้แก่ผู้ขาย โดยได้รับสินทรัพย์จากผู้ขายเป็นการตอบแทน
  2. เป็นสัญญาที่ผู้ขายมุ่งจะโอนกรรมสิทธิ์ให้แก่ผู้ซื้อ และผู้ซื้อมุ่งชำระราคาแก่ผู้ขาย ซึ่งการโอนกรรมสิทธิ์นั้นไม่ ว่าจะโอนทันทีขณะทำสัญญาหรือจะโอนในภายหลังการทำสัญญาก็ได้ ส่วนการชำระราคาต้องชำระเป็นเงิน เท่านั้น
  3. เป็นสัญญาที่ไม่มีแบบ สัญญาซื้อขายเกิดจากการแสดงเจตนาของบุคคลสองฝ่ายเมื่อคำเสนอและคำสนอง ตรงกัน ก็เกิดสัญญาซื้อขายแล้ว แต่มีข้อยกเว้น ดังนี้
    -การซื้อขายบางประเภท ต้องทำหลักฐานเป็นหนังสือ วางมัดจำ หรือมีการชำระหนี้บางส่วน จึงจะ ฟ้องร้องบังคับคดีได้ เช่น สัญญาจะซื้อจะขายอสังหาริมทรัพย์ เป็นต้น
    -กฎหมายกำหนดทรัพย์บางประเภทว่าจะต้องทำตามแบบที่กฎหมายกำหนดไว้ในการซื้อขายทรัพย์นั้น หากไม่ทำตามแบบสัญญาตกเป็นโมฆะ ถือว่าไม่มีการทำสัญญาซื้อขายกัน เช่น สัญญาซื้อขายอสังหาริมทรัพย์ เป็น ต้น ติวกฎหมาย

error: Content is protected !!