จะทำการตลาดต้องรู้อะไรบ้าง

เมื่อมีคู่แข่งทางธุรกิจเพิ่มขึ้น ทำให้ส่วนแบ่งทางการตลาดได้รับน้อยลงไปด้วย ทำให้ต้องเกิดการแย่งชิงเพื่อนำส่วนแบ่งนั้นมาเป็นของตนเอง

จึงเกิดสงครามทางการตลาดขึ้น โดยกลยุทธ์สงครามเหล่านี้มีที่มาจากกลยุทธ์ทางทหาร การทำสงครามจริงๆ จากทุกยุคทุกสมัยแล้วนำมาปรับใช้กับธุรกิจของตนเองอยู่เสมอมา จึงจะสามารถอยู่รอดได้

Aggressive marketing

  • การตลาดเชิงรุก มีจุดประสงค์เพื่อแย่งชิงส่วนแบ่งการตลาดจากธุรกิจในกลุ่มเดียวกันทั้งรายใหญ่ และรายเล็กโดยขึ้นอยู่กับความพร้อมที่องค์กรเรามี คือการเล็งเห็นจุดแข็งและจุดอ่อนของคู่แข่งอย่างละเอียด เพื่อหาว่าอะไรคือจุดอ่อนที่สามารถเป็นช่องทางให้เราหาโอกาสโจมตีเพื่อสร้างความเสียหายให้องค์กรคู่แข่งสะเทือนได้
  • การตลาดเชิงตั้งรับ สามารถปรับใช้ได้กับธุรกิจขนาดเล็กสำหรับการรับมือกับแบรนด์ขนาดใหญ่ที่หากินกับแบรนด์ขนาดเล็กจนทำให้แบรนด์รองมีโอกาสตายไปเป็นจำนวนมาก การตลาดเชิงรับเราควรที่จะรับรู้จุดแข็งและจุดอ่อนของตัวเองเพื่อที่จะหาวิธีป้องกันในจุดเหล่านั้นไม่ให้อีกฝ่ายหาช่องทางโจมตีได้ การที่เรารู้ทั้งจุดอ่อนและจุดแข็งทั้งฝั่งเราเองและฝั่งตรงข้ามแล้วย่อมทำให้เราเตรียมรับมือได้ดีขึ้น
  • การตลาดโจมตีทางอ้อม คือการโจมตีคู่แข่งในจุดที่คู่แข่งไม่ได้ให้ความสำคัญมาก หรือไม่ได้ทำการป้องกันเอาไว้ ทำให้ยุทธวิธีนี้จึงเหมาะอย่างยิ่งสำหรับธุรกิจขนาดเล็กที่เป็นรองแต่อยากโจมตีกับแบรนด์ใหญ่โดยที่มีทรัพยากรที่จำกัด สำหรับกลยุทธ์นี้ก็คือต้องมั่นใจในจุดที่เราจะโจมตีเข้าไปว่าจุดนั้นคือจุดที่คู่แข่งเราไม่ได้ทำการระมัดระวังและไม่ได้ใส่ใจจริงๆ และที่สำคัญไปกว่านั้นก็คือกลยุทธ์นี้ต้องอาศัยความรวดเร็วเพื่อไม่ได้ให้คู่แข่งนั้นรู้ตัวเสียก่อน.
  • การตลาดแบบกองโจร การตลาดที่ทำบนพื้นฐานของงบประมาณที่น้อย หรืออาจไม่ใช้งบประมาณเลย แต่ต้องสามารถดึงดูดความสนใจของผู้บริโภคได้ในปริมาณมาก แต่ถึงแม้ว่าการตลาดแบบกองโจรนี้เป็นการตลาดที่ใช้ต้นทุนน้อย แต่สิ่งหนึ่งที่ต้องแลกมากับการทำการตลาดชนิดนี้ก็คือความคิดสร้างสรรค์ใหม่ๆ ที่สามารถเรียกร้องความสนใจจากผู้คนได้นั่นเอง เราสามารถนำเทคนิคต่างๆเข้ามาใช้กับธุรกิจของเราในสภาวะที่มีการแข่งขัน

You may also like...

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *

error: Content is protected !!