Oops! It appears that you have disabled your Javascript. In order for you to see this page as it is meant to appear, we ask that you please re-enable your Javascript!

9 เทคนิคทำการตลาด Facebook

ถ้าให้นึกถึงการทำ Social Media Marketing ที่น่าจะให้ผลลัพธ์ดีที่สุดในเวลานี้ก็คงหนีไม่พ้น Facebook เพราะนอกจากจะมีฐานผู้ใช้งานสูงที่สุดในโลกแล้ว ยังสามารถทำโฆษณาแบบเจาะจงกลุ่มเป้าหมายได้ค่อนข้างลึกและละเอียดที่สุด เพราะ Facebook เก็บทุกอย่างที่ผู้ใช้งานบันทึกลงในเว็บไซต์ไล่ตั้งแต่พื้นฐานอย่างชื่อ สกุล ความชอบความไม่ชอบ กินอะไร เช็คอินที่ไหน รวมไปถึงการระบุสถานะโสด ไม่โสด มีแฟนมาแล้วกี่คนและใครบ้าง และความสนใจที่คุณสนทนากับเพื่อนในแชท ฯลฯ Facebook เก็บหมด! เหล่านี้ช่วยให้ Advertiser สามารถนำไปใช้กำหนดกลุ่มเป้าหมายได้อย่างละเอียด และต่อไปนี้คือ สิบ Tips จำง่ายใช้ง่ายที่จะช่วยให้การตลาดบนแฟนเพจของคุณมีประสิทธิภาพและต่อยอดกับกระบวนการยิงโฆษณาของคุณในอนาคต

1. เพิ่มปุ่มแชร์บทความบนเว็บไซต์ไปยัง Facebook ให้เด่นชัด

หากคุณทำการตลาดออนไลน์ สิ่งแรกที่ต้องคำนึงถึงก็คือ เว็บไซต์คือหน้าบ้านหลักของคุณ ส่วน Facebook หรือ Social Media อื่น ๆ เปรียบเสมือบ้านเช่า ดังนั้นหากคุณจะบุกออนไลน์ คุณจะต้องมีเว็บไซต์เป็นอันดับแรกก่อน จากนั้นให้คุณเริ่มต้นทำ Content ไม่ว่าจะเป็น บทความ รูปภาพ วีดีโอ ลงบนเว็บไซต์แล้ว ให้ทำการติดตั้งปุ่มแชร์ไปยัง Social Media ต่าง ๆ ให้เห็นได้ง่าย เช่น บริเวณ ด้านบนและด้านล่างสุดของ Content แต่ต้องไม่ลืมว่า Content ของคุณ ต้องเป็นประโยชน์ต่อกลุ่มเป้าหมายของคุณ และมันจะทำให้กลุ่มเป้าหมายของคุณ เริ่มแชร์ เริ่มบอกต่อกันบนโลกโซเชียลนั่นเอง

2. รู้จักกลุ่มเป้าหมายที่แท้จริงของธุรกิจคุณ

ก่อนที่จะทำการโพสต์ Content หรือลงโฆษณาบน Facebook สิ่งสำคัญที่คุณจำเป็นต้องรู้ก่อนก็คือ กลุ่มเป้าหมายที่จะกลายมาเป็นลูกค้าของคุณนั้น เช่น เพศ, อายุ, ที่อยู่อาศัย, ที่ทำงาน, ไลฟ์สไตล์, ความสนใจ, งานอดิเรก, ความชอบ, รายได้ ฯลฯ เป็นต้น กระบวนนี้เรียกว่าการกำหนด Buyer Persona   Buyer Persona คือการระบุกลุ่มเป้าหมายที่มีโอกาสจะมาเป็นลูกค้าของคุณโดยระบุให้เฉพาะเจาะจงที่สุด แต่เป็นสิ่งที่คนขายของจำนวนไม่มองข้ามเป็นอันดับต้น ๆ เพราะมุ่งหวังว่าจะให้คนซื้อของตนเองเยอะ ๆ จึงกำหนดกลุ่มกว้าง ๆ อุปมาอุปมัยราวกับว่าจะขายทุกคนบนโลกนี้ ซึ่งในทางปฏิบัตินั้นเป็นไปไม่ได้ และกลายเป็นว่าขายไม่ออก เพราะคนเห็นไม่ใช่ลูกค้า ส่วนลูกค้าไม่ได้เห็น เพราะกำหนดกลุ่มผิด และสื่อสารผิดที่ผิดทาง

3. ใช้โฆษณาของ Facebook เพื่อเร่งประสิทธิภาพ

แน่นอนว่าการทำธุรกิจคงปฏิเสธการใช้งบประมาณด้านการตลาดไปไม่ได้ ซึ่งในปัจจุบัน หลาย ๆ ธุรกิจ ก็หันมาลงงบประมาณด้านการตลาดออนไลน์แซงหน้าการตลาดแบบดั้งเดิมไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว โดย Facebook Advert (เครื่องมือโฆษณาของ Facebook) นั้น ก็มีหลายฟังก์ชั่นให้คุณได้เลือกใช้ อาทิ…

Facebook Page Engagement เป็นการ Boost Post เพื่อเพิ่มการมีส่วนร่วมกับโพสต์ที่คุณได้โพสต์ลงบน Timeline ของแฟนเพจของคุณ

Facebook Page Likes เพิ่มไลค์บนแฟนเพจ เพราะหากฐานแฟนเพจคุณยิ่งใหญ่ขึ้นมากเท่าไหร่ ก็ยิ่งเพิ่มโอกาสในการมองเห็น Content และสินค้าหรือบริการของคุณได้มากยิ่งขึ้น

Click to Website ส่งผู้คนไปยังเว็บไซต์ ไม่ว่าจะเป็นหน้าบทความ หรือหน้า Sales Page เพื่อเพิ่มจำนวนผู้เข้าชมเว็บไซต์และหวังผลในการปิดการขายบนเว็บที่ติดตั้งระบบ E-Commerce Shoppint Cart

Website Conversions ส่งผู้คนไปยังหน้าเว็บไซต์ของคุณ เพื่อให้ผู้คนกระทำการบางอย่าง เช่น ปิดการขาย, สมัครรับข่าวสาร หรือสมัครเป็นสมาชิก เป็นต้น

App Installs ส่งโฆษณาเพื่อให้ผู้คนติดตั้งแอพลิเคชั่นมากยิ่งขึ้น

App Engagement ส่งโฆษณาให้ผู้คนมีส่วนร่วมกับแอพลิเคชั่นมากยิ่งขึ้น

Event Responses ให้ผู้คนมีส่วนร่วมกับกิจกรรมอีเวนต์ที่ทางแฟนเพจหรือแบรนด์ของคุณจัดงานขึ้น

Offer Claims ทำโฆษณาเพื่อส่งข้อเสนอพิเศษให้กับผู้คนเพื่อเข้ามารับข้อเสนอที่ทางแฟนเพจของคุณจัดทำขึ้น

4. การมีส่วนร่วมกับแฟนเพจ Facebook อื่นในอุตสาหกรรมเดียวกัน

เป็นวิธีที่ง่ายแต่ได้ผลเป็นอย่างมาก แต่ต้องเข้าใจก่อนว่า การไปคอมเม้นท์ที่แฟนเพจของคนอื่นนั้น จะต้องไม่เป็นการสแปมหรือขายของโดยเด็ดขาด แต่ต้องเป็นการแลกเปลี่ยนข้อมูลที่เอื้อประโยชน์ซึ่งกันและกัน ยกตัวอย่างเช่น หากคุณประกอบกิจการเกี่ยวกับรถยนต์มือสอง คุณอาจเข้าไปคอมเม้นท์หรือมีส่วนร่วมกับแฟนเพจที่เกี่ยวกับอะไหล่ยนต์ เพื่อพูดคุยหรือแลกเปลี่ยนข้อมูลกัน และขอย้ำว่าห้ามไปขายของโดยเด็ดขาด

5. ใช้ Content หลากหลายรูปแบบ

Content บน Facebook ไม่ได้มีแค่การโพสต์เป็นตัวอักษรอย่างเดียว หลัก ๆ มี 4 รูปแบบที่คุณสามารถทำได้ ได้แก่… a) Status – การอัพเดทสถานะทั่วไป ในลักษณะของตัวหนังสือ โดยคิดเป็น 1% ของแบรนด์ระดับโลกที่ใช้การโพสต์ในลักษณะนี้ b) Link Post – คิดเป็น 35% ของประเภทการโพสต์ที่แบรนด์มักทำกัน โดยเฉพาะในกลุ่มเพจประเภทข่าวนิยมแชร์ Link Post เป็นอันดับต้น ๆ เพราะต้องการทราฟฟิกเข้าเว็บไซต์เพื่อนำยอดคนเข้าเว็บไปหา Sponsor ต่อ c) Photo – การโพสต์แบบรูปภาพ เป็นวิธีที่แบรนด์สินค้าต่าง ๆ ชอบใช้เป็นอันดับต้น ๆ เพราะเข้าถึงคนง่าย สะดุดสายตา ก่อให้เกิดการแชร์ได้ดี สัดส่วนการโพสต์แบบนี้สูงถึงประมาณ 50% d) Video – การโพสต์แบบวีดีโอ มักได้รับการเข้าถึงที่ดีบน Facebook ณ ปัจจุบัน และมีแบรนด์ใหญ่ ๆ ระดับโลกเลือกใช้การโพสต์ในลักษณะนี้ คิดเป็นค่าเฉลี่ย 6 วีดีโอต่อสัปดาห์

6. การใช้ Email List ที่มีอยู่ในมือ

หากคุณได้มีการเก็บข้อมูล Email จากผู้เยี่ยมชมเว็บไซต์และข้อมูลของลูกค้าแล้วล่ะก็ คุณสามารถอัพโหลด Email เหล่านั้น ลงบน Facebook เพื่อทำการโฆษณาเฉพาะกลุ่ม Email นี้ได้ ข้อดีก็คือ Email ของผู้คนเหล่านี้ รู้จักคุณมาบ้างแล้วหรือรู้จักเป็นอย่างดี ดังนั้น ยิ่งเป็น Email ของลูกค้าเก่าที่เคยอุดหนุนสินค้าของคุณมาก่อนแล้ว เวลาที่คุณออกสินค้าใหม่ ก็สามารถลงโฆษณาเพื่อแสดงให้เห็นเฉพาะกลุ่มลูกค้าเก่า ซึ่งจะทำให้โอกาสในการปิดการขายของคุณสูงขึ้น ในขณะที่ใช้งบประมาณในการโฆษณาน้อยลงอีกด้วย โดยคุณสามารถเรียนรู้เพิ่มเติมได้ที่ How to use Facebook Custom Audiences

7. การตอบกลับข้อความอย่างรวดเร็ว

หากคุณสังเกตที่หน้าแฟนเพจของคุณ จะมีหัวข้อหนึ่งที่เขียนเอาไว้ว่า “อัตราการตอบกลับ xx%, เวลาในการตอบกลับ x ชั่วโมง/วัน” หากคุณทำการตอบกลับข้อความของแฟนเพจอย่างรวดเร็วและครอบคลุม (โดยปกติควรตอบ 95% ของจำนวนข้อความทั้งหมด และควรตอบภายใน 5 นาที) สถานะนี้ก็จะเปลี่ยนเป็น “ปกติแล้วตอบกลับโดยทันที” ซึ่งเป็นอัลกอลิทึ่มที่ส่งผลต่อการประมวลผลของ Facebook ของแฟนเพจของคุณว่า มีการตอบสนองที่รวดเร็ว และลูกค้าหรือว่าที่ลูกค้าของคุณก็สามารถเห็นข้อความนี้ได้ และทำให้มั่นใจได้ว่า มีแอดมินหรือทีมงานที่พร้อมจะสนทนากับพวกเขาเหล่านั้นในทันที ซึ่งคุณจะพบว่า ลูกค้าในปัจจุบัน ใจร้อน หากคุณตอบกลับช้าเกินไป อาจทำให้ลูกค้าเปลี่ยนใจไม่ซื้อสินค้าหรือบริการของคุณ หรืออย่างแย่ที่สุดก็คือ หันไปซื้อคู่แข่งของคุณแทน

8. ทำวีดีโอด้วย Facebook Live

การทำวีดีโอผ่าน Facebook Live เป็นฟังก์ชั่นใหม่ ที่ Facebook ให้การเข้าถึงผู้คนได้ง่ายและรวดเร็วมากยิ่งขึ้น ซึ่งการทำ Facebook Live นั้น มีทั้งข้อดีข้อเสียแตกต่างกันไป แต่เราจะพูดถึงข้อดีและข้อได้เปรียบในการทำ Facebook Live กัน โดยหากคุณอัดวีดีโอในฟังก์ชั่น Facebook Live ซึ่งจะเป็นการถ่ายทอดสด ณ ขณะนั้น ซึ่งคุณสามารถโต้ตอบกับทางแฟนเพจของคุณได้โดยตรงและฉับพลัน ซึ่งจะทำให้แฟนเพจของคุณได้ใกล้ชิดกับคุณและธุรกิจของคุณมากยิ่งขึ้น นอกจากนั้นทาง Facebook เอง ยังสนับสนุนให้คนใช้ฟังก์ชั่นนี้ โดยจะสังเกตุได้จาก หากเป็น วีดีโอจาก Facebook Live จะสามารถเข้าถึงผู้คนได้เป็นจำนวนมากกว่า Content ประเภทอื่น และอัตราการลงโฆษณายังมีค่าใช้จ่ายที่ต่ำกว่าอีกด้วย เมื่อเปรียบเทียบจำนวนเงินที่จ่ายไปกับการเข้าถึงผู้คนบน Facebook

9. ให้ผู้ชมของคุณช่วยสร้าง Content และ Engagement

การสร้าง Content คือหน้าที่หลักของคุณ แต่ในขณะเดียวกันการดึงแฟนเพจมาร่วมสร้างเนื้อหาและการมีส่วนร่วมกับคุณก็เป็นอีกแนวทางที่น่าสนใจ และยังทำให้พวกเขาใกล้ชิดกับแบรนด์มากยิ่งขึ้น วิธีทำดังนี้… ตอบคอมเม้นท์กลับด้วยคำถามปลายเปิด ซึ่งการทำในลักษณะนี้ จะช่วยให้คนที่คุณตอบคอมเม้นท์รวมไปถึงคนอื่น ๆ เข้ามามีส่วนร่วมในการแสดงความคิดเห็นต่าง ๆ ช่วยเพิ่ม Engagement บน Facebook ได้เป็นอย่างดี หรือทำโพสต์ถามคำถามที่เกี่ยวข้องกับกลุ่มผู้ชมของคุณชื่นชอบหรือมีความสนใจเป็นพิเศษ เริ่มต้นด้วยประโยคสนทนาเรียบง่ายเกี่ยวกับสินค้าของคุณ เช่น ให้มีส่วนร่วมเกี่ยวกับการออกแบบผลิตภัณฑ์ หรือให้เลือกว่าสินค้าที่ออกแบบมาทั้งหมด พวกเขาชอบแบบไหนที่สุด เป็นต้น และนี่คือ 10 เทคนิค ที่จะช่วยให้ Facebook แฟนเพจของคุณปังและดังกว่าเดิม ซึ่งคุณสามารถนำไปประยุกต์ใช้กับแฟนเพจ Facebook ของคุณได้ทันที

error: Content is protected !!